Author: PULO

Abu Hafez Al-Hakim answer in English

The incidence at the hospital, although we don’t exactly know who the attackers were, but there are enough indications that they were the RKK ,considering the facts that the date 13 March was symbolically chosen , with some other sporadic attacks elsewhere on the same day. The incidence was NOT related to Mara since the similar attacks had occurred several times in the past even before the formation of Mara. The signal ,if any , is a reminder that if the Thai state is not serious about solving the root causes of conflict and not refrain from unjust acts...

Read More

กลุ่มมาราปาตานีปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เจาะไอร้อง

หลังเกิดเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง เป็นการก่อเหตุที่รุนแรงในการบุกยึดโรงพยาบาล และมีการตั้งคำถามมากมายถึงพฤติกรรมการก่อเหตุ ทั้งในมิติของใครคือผู้ก่อเหตุ ทำไมต้องบุกยึดโรงพยาบาล ทำไมต้องเป็น อ.เจาะไอร้อง ซึ่งเป็น 1 ใน อ.นำร่อง 5 อ.สันติสุขของ กอ.รมน.ภาค 4 เรื่องกำหนดเขตปลอดภัยหรือ safty zone จะเชื่อมโยงอย่างไรกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่รัฐบาลไทย (Party A) กำลังพูดคุยกับกลุ่มผู้คิดต่างที่รวมตัวเป็นกลุ่มมาราปาตานี Mara Patani (Party B ซึ่งกำลังพูดคุยเรื่องพื้นที่ปลอดภัย) ทีมข่าว 3 มิติ จึงส่งคำถามไปสอบถาม นายอาบูฮาเฟซ อัล ฮากิม หนึ่งในสมาชิกกลุ่มมารา ว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับมาราหรือไม่ ถ้าไม่คิดว่าจะเป็นใคร และคิดอย่างไรกับการบุกยึดโรงพยาบาล รวมทั้งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่กำลังหารือเรื่อง Safty Zone หรือไม่ นายอาบูฮาเฟซ ตอบคำถามมาเป็นภาษาอังกฤษดังนี้ และสรุปใจความรายงานในข่าว 3 มิติ เมื่อคืนวันที่ 16 มีนาคม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง แม้ว่าเราจะยังไม่ทราบแน่นอนว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุคือใคร แต่ก็มีสิ่งบ่งชี้เพียงพอ ว่าเป็นกลุ่ม อาร์เคเค โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง ที่ว่า วันที่ 13 มีนาคม ถูกเลือกเป็นเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งในวันเดียวกันนี้ ก็มีการก่อเหตุที่กระจายไปในที่อื่นๆด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม มารา (Mara) เนื่องจากการโจมตีในลักษณะเดียวกันนี้ เคยเกิดมาแล้วหลายครั้งในอดีต ก่อนที่จะมีการก่อตั้ง กลุ่ม”มารา” ด้วยซ้ำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า หากรัฐไทย ไม่จริงจังกับการแก้ไข ต้นเหตุรากเหง้าของความขัดแย้ง และไม่ระงับการกระทำที่อยุติธรรม ซึ่งปรากฏให้เห็นทุกวัน ฝ่ายติดอาวุธของขบวนการ ก็จะตอบโต้เป็นะระยะๆ จนถึงขณะนี้ กลุ่มมารา และ ฝ่ายไทย ยังไม่สามารถตกลงในการก่อตั้ง พื้นที่ปลอดภัย(Safety zone)ได้แม้แต่แห่งเดียว เมื่อกระบวนการเจรจา มีขึ้นอย่างเป็นทางการ เราก็จะหารือถึงความเป็นไปได้นี้ และจำเป็นต้องได้รับการเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ว่า จะนำแผนการก่อตั้งเขต Safety Zone ไปปฎิบัติให้ดีที่สุดได้อย่างไร รวมถึงกลไกที่เหมาะสม ที่สามารถทำงานได้จริงและเนื่องจากเขตSafety...

Read More

ตรวจความพร้อมก่อนซื้อ “ระบบเฝ้าตรวจอัจฉริยะ”

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ แต่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง (เล็กกว่าข่าว สุรชัย สมบัติเจริญ แถลงข่าวเปิดหน้าหลังศัลยกรรม) นั่นก็คือข่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวเตรียมจัดซื้อระบบแจ้งเตือนการก่อการร้ายจากรัสเซีย เพื่อใช้ติดตั้งในกรุงเทพมหานครและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ แถลงว่า แนวคิดนี้สืบเนื่องจากตน และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปดูงานระหว่างเยือนประเทศรัสเซีย และพบว่าที่รัสเซียมีระบบต่อต้านการก่อการร้ายดังกล่าวนี้ เชื่อว่าเป็นระบบที่ดี มีความปลอดภัยในระดับต้นๆ ของโลก รูปแบบการทำงาน เป็นการแจ้งเตือนเรื่องการก่อการร้าย การแจ้งเตือนเรื่องการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ เช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนบนถนน กล้องจะจับทิศทางของรถว่าไปทางไหน อย่างไร ซึ่งเป็นการประยุกต์บุคลากรกับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ถ้าหากกล้องโฟกัสไปเจอสิ่งของ เช่น กระเป๋าที่ถูกวางทิ้งไว้นานๆ กล้องตัวนี้จะโฟกัสไปที่กระเป๋าเพื่อตรวจจับวัตถุต้องสงสัยด้วย เบื้องต้นได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปศึกษาจุดเสี่ยง อาจดำเนินการนำร่อง 10 จุดเสี่ยงในกรุงเทพฯ ส่วนงบประมาณในการดำเนินการ 1 จุด ใช้งบประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30 กว่าล้านบาท ต่อพื้นที่ประชากร 3-5 แสนคนขึ้นไป ฉะนั้นจะเลือกพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และ 6 ที่มีจุดเสี่ยงมากที่สุด ซึ่งได้นำเรียน พล.อ.ประวิตร ไปแล้ว และ พล.อ.ประวิตร ก็เห็นด้วย นอกจากนั้นยังได้เร่งรัดให้มีการนำเทคโนโลยีไบโอแมทริคซ์ หรือ เครื่องตรวจเอกลักษณ์บุคคลทางกายภาพ มาใช้ในการคัดกรองบุคคลเข้าออกประเทศ เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ใบหน้า เชื่อว่าเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ รู้จักระบบเฝ้าตรวจอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์ เปิดเผยกับ “ทีมข่าวอิศรา” ว่า ระบบที่ ผบ.ตร.พูดถึง คือ ระบบ intelligent surveillance หรือ ระบบเฝ้าตรวจอัจฉริยะ ในหลายประเทศมีใช้มานานแล้ว แต่ประเทศไทยเพิ่งริเริ่มนำมาใช้ ลักษณะของระบบดังกล่าวนี้เป็นกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือ ซีซีทีวี อัจฉริยะ มีสมองในตัวเอง สามารถประเมินเหตุการณ์ร้ายจากภาพที่ปรากฏได้เอง และจะแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่หากคิดว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้น ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไม่ต้องจัดเจ้าหน้าที่มาคอยนั่งเฝ้ากล้องตลอดเวลา หรือแค่ใช้กล้องมาย้อนดูเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว เหมือนที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถป้องกันก่อนเกิดเหตุร้ายได้ ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ระบบเฝ้าตรวจอัจฉริยะ จะมีเทคโนโลยีตรวจสอบใบหน้า เปรียบเทียบกับใบหน้าของผู้ก่อการร้ายที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูล มีใช้ในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา...

Read More

MARA Patani Welcomes National Agenda Status For Peace Talks

BANGKOK, Feb 26 (Bernama) — Majlis Syura Patani (MARA Patani) today welcomed the Thai government agreement to its proposal for the ongoing peace process to be a national agenda.   One of its negotiators, Dr Abu Hafez Al Hakim, responded to a statement on the matter by the secretary of the government steering committee for peace talks, Lt Gen Nakrob Bunbuathong, at a talk at the Foreign Correspondents Club of Thailand on Feb 24. MARA Patani is an umbrella body of six militant groups in southern Thailand that has been engaged in talks with the Thai government for peace...

Read More

วิเคราะห์คาร์บอมบ์ปัตตานี…เหตุรุนแรงลดไม่ได้แปลว่าไฟใต้ใกล้มอด

เหตุคาร์บอมบ์ถล่มฐานปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 11 ปัตตานี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับด่านตรวจบนถนนสายหลักก่อนเข้าสู่ตัวเมืองและเขตเทศบาลช่วงกลางวันแสกๆ ของวันเสาร์ที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตึงเครียดขึ้นมาอีกครา ถือเป็นระเบิดที่ส่งเสียงดังสนั่นทำลายความเงียบสงบที่ภาครัฐเพียรให้ข่าวมาตลอดว่าสถานการณ์ที่ชายแดนใต้กำลังดีวันดีคืน… พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกับพูดเอาไว้ระหว่างการแถลงผลงานของรัฐบาลและ คสช.เมื่อ 23 ธ.ค.ปีที่แล้วว่า ปี 2559 อาจจะยุติการสู้รบที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงได้ ขณะที่ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็รับลูก ยืนยันว่าสถิติเหตุรุนแรงในพื้นที่ลดลง 30-50% เป็นความมั่นใจท่ามกลางเสียงทักท้วงจากบางฝ่ายที่เฝ้าดูสถานการณ์ในพื้นที่มาตลอดว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปแบบนั้น เพราะเหตุรุนแรงที่ลดลงบ้าง ไม่ได้แปลว่าปัญหาทุกอย่างกำลังจะหมดไป เนื่องเพราะปัญหาพื้นฐานที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้งยังดำรงอยู่เช่นเดิม! พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งรับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้ในห้วงที่สถานการณ์กำลังร้อนแรงถึงขีดสุด เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมานี้เองว่า เห็นสถานการณ์เงียบๆ ไป อย่าไปคิดว่ามันจะจบ “พ่อใหญ่จิ๋ว” บอกเอาไว้แบบนี้ “ให้สังเกตดูรูปแบบของข้อขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเปลี่ยนแปลง เปรียบเหมือนกินยาเข้าไปแล้วเกิดอาการดื้อยา จนถึงจุดหนึ่งยาก็รักษาไม่ได้ ต้องเปลี่ยนวิธีรักษาใหม่อีก ฉะนั้นไม่ใช่เห็นสถานการณ์เงียบๆ แล้วคิดว่าจบ เพราะความจริงไม่ใช่แบบนั้น” นี่คือ “สาระสำคัญ” ของคำให้สัมภาษณ์เรื่องปัญหาภาคใต้ นอกเหนือจากการเปิดประเด็นเรื่ององค์กรใหม่ที่ชื่อ “แบล็ค สวอน” ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส จนถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าไม่เป็นความจริง ไม่ว่าองค์กรใหม่ป่วนใต้จะมีอยู่จริงตามที่ พล.อ.ชวลิต พูดหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ ไฟใต้ยังไม่มอดดับ ปลายด้ามขวานยังไม่เข้าใกล้สันติสุข สอดรับกับทัศนะของอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีข้อมูลเครือข่ายโครงสร้างของกลุ่ม บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต มากที่สุด ซึ่ง “บีอาร์เอ็น” ก็คือขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนที่ฝ่ายความมั่นคงไทยเชื่อว่าเป็นผู้คุมกองกำลังใหญ่ที่สุด และอยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงเกือบทั้งหมดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา อดีตนายทหารผู้นี้บอกว่า สถิติเหตุรุนแรงที่ลดลง ไม่ใช่ “ตัวชี้วัด” หรือ “เครื่องบ่งชี้” ที่แท้จริงว่าสถานการณ์ไฟใต้กำลังดีขึ้น เนื่องจาก… 1.อาจเป็นเพราะทหารไม่ได้เข้าไปปฏิบัติการด้านมวลชนในหมู่บ้านเป้าหมายของบีอาร์เอ็น จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่บีอาร์เอ็นจะต้องปฏิบัติการ ข้อมูลของอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่รายนี้สวนทางกับรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง โดยเขาระบุว่าการที่ระดับนโยบายพยายามให้ข่าวว่าสถานการณ์ในพื้นที่ใกล้สงบแล้ว และหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในพื้นที่ใด เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพื้นที่นั้นจะถูกตำหนิจากผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรงนั้น จุดนี้ได้กลายเป็นแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเข้าหมู่บ้าน เพราะหากเข้าไปปฏิบัติงานมวลชน ก็จะกลายเป็น “เป้าเคลื่อนที่” ให้กับผู้ก่อเหตุรุนแรง และเมื่อโดนลอบยิงหรือลอบวางระเบิด ก็จะถูก“นาย” ตำหนิซ้ำอีก เขาบอกว่า เท่าที่ทราบช่วงใกล้ผลัดเปลี่ยนกำลัง ราวๆ 2-3 เดือนก่อนกำลังพลแต่ละชุดจะถอนกำลังกลับบ้าน แทบไม่มีการเข้าหมู่บ้านเพื่อปฏิบัติงานมวลชนเลย มีแต่งาน รปภ.ที่จำเป็นต้องทำทุกวันเท่านั้นที่ยังปฏิบัติอยู่ โดยเฉพาะการ รปภ.ครู และสถานที่ราชการ ซึ่งบีอาร์เอ็นก่อเหตุโจมตีหน่วย รปภ.เหล่านี้มาตลอดกว่า 10 ปีจนแทบไม่เป็นข่าวแล้ว 2.สืบเนื่องจากข้อ 1 การก่อความรุนแรงแต่ละครั้งของบีอาร์เอ็น...

Read More